[Fic LOTR] Forever Farewell [Aragorn/Legolas]

posted on 04 Jan 2013 13:35 by moekitsune
 
ไม่ได้กลับเข้าบล็อคน๊านนนนานนนนน นอกจากติดสอบต่างๆนาๆเพื่อหาที่เรียน ยังไปหลงอยู่ในวังวนHiddlesworthในฐานะผู้อ่าน ผ่านมันแต่ฟิคนั่นแหละแทบไม่ได้ทำอะไร ช่วงนี้ก็ไม่ได้คอสด้วยเลยไม่มีอะไรจะอัพ รูปเจ๊งหมดบล็อค555+ แต่เรื่องนั้นไม่สำคัญ วันนี้มาลงฟิคจ้าาาา
 
เนื่องจากการไปดูฮอบบิททำให้คลั่งลอร์ดขึ้นมาอีกครั้ง สมัยอยู่บอร์ดที่thaimisc ได้แต่เป็นผู้อ่าน ไม่เคยเขียน เลยมาเขียนบ้าง(สำหรับข้าพเจ้าเป็นแฟนคู่ All/Legolas นะก๊ะ) กว่าจะแต่งจบก็นานพอดู
 
ห่างหายจากเดอะลอร์ดนานแล้ว ชื่อผิดไปบ้างขออภัยนะฮ้าฟ(นอนนึกชื่อกลอฟินเดลตั้งนาน 55+)
 
ปล.บางครั้งเป็นเอลเลสซ่า บางครั้งเป็นเอเลสซ่า ต้องขออภัย พิมพ์ในโทรศัพท์แล้วมึนเบลอมาก
 

Author: OujiKitsu

Fandom: The lord of the ring

Pairing: Aragorn/legolas

Rate: PG-15

 

   รอยยิ้มเปี่ยมปิติปรากฏขึ้นบนใบหน้าของผู้คนที่มารวมตัวกันในวันสำคัญที่จะต้องถูกจารึกไว้ในประวัติศาสตร์ วันที่ราชาผู้พลัดถิ่นจะหวนคืนสู่บรรลังก์แห่งมวลมนุษย์ 
"ยุคสมัยนี้มิใช่ของคนเพียงคนเดียว หากเป็นยุคของทุกคน"อดีตคนจร... ซึ่งในบัดนี้คืนสู่ฐานะอันแท้จริง เอ่ยด้วยน้ำเสียงอันมั่นคง ดวงตาคู่คมกวาดมองไปรอบๆ มองดูเหล่าราษฏร และมิตรสหาย 
หากแต่ไม่พบกับหนึ่งในผู้ที่รบเคียงใหล่กันมา... 
กษัตริย์เอเลสซ่าก้าวเดิน ส่งยิ้มน้อยๆให้แก่ผู้คนที่อยู่รอบข้าง ก่อนที่สองขาจะพลันชะงัก เมื่อคณะแห่งพรายปรากฏขึ้นสู่สายตา 
ร่างเพรียวบางในอาภรณ์สีเขียวอ่อนประกายเงินผู้เดินนำหน้ามานั้นส่งยิ้มให้แก่เขา สหายเบื้องหน้ายิ่งทวีความสง่างามสูงค่ายามสวมใส่มงกุฏเงินสมความเป็นยุวราชย์ 
ความดีใจผุดขึ้นในอก เช่นเดียวกับที่สะท้อนในดวงตาสีเทา มือแกร่งวางบนไหล่บาง ก่อนเอ่ย 
"ขอบคุณมาก..." 
เลโกลัสยิ้ม มือเรียววางบนไหล่กว้างเช่นกัน ก่อนชำเลืองตาอย่างมีความนัยไปทางร่างแบบบางที่กำลังถือธงสีขาว 
เอเลสซ่าผละห่างจากสหาย เดินตรงไปหานาง... พรายสาวผู้ที่จะคอยอยู่เคียงข้างเขาตลอดไป 
ดีแล้ว... ให้มันเป็นแบบนี้ล่ะ ถูกต้องแล้ว... 
เขาแตะดวงหน้างดงามแห่งดาราสนทยา ผู้สบสายตากลับมาด้วยแววตาอันเปี่ยมด้วยรัก 
เพราะตอนนี้เขาคือเอเลสซ่า... 
ประทับจูบอย่างอ่อนหวานลึกซึ้ง ท่ามกลางเสียงร้องแสดงความยินดีอันกึกก้อง 
ความรู้สึกสับสนนั่น... ให้มันตายจากไปพร้อมอารากอร์นซะ... 


******* 


ย้อนกลับไปในสมัยที่คณะเดินทางทั้งเก้ากำลังเดินทางสู่การทำลายธำมรงค์ 
"ท่านน่าจะพักบ้างนะ"เสียงหนึ่งดังขึ้น ทำลายความเงียบงันที่มีเพียงเสียงเสียงประทุเบาๆจากกองไฟ 
"ข้าคุ้นชินกับการไม่ได้นอน ท่านเชิญพักเถอะเลโกลัส"พรานหนุ่มตอบ ดวงตายังคงทอดมองไปยังผืนฟ้าพร่างดาว ครุ่นคิดถึงดาราสนธยาที่รอคอยการกลับมาของเขา 
"ถ้าท่านไม่พัก ก็ให้ข้าอยู่เป็นเพื่อนแล้วกัน"เลโกลัสว่า ร่างเพรียวนั่งลงข้างกายอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยถาม 
"คิดถึงอาร์เวนล่ะสิ"พลางยิ้มบางอย่างหยอกเย้า"น่าดีใจแทนนางที่มีคนรักเช่นท่าน" 
อารากอร์นหัวเราะในลำคอเบาๆ ก่อนละสายตาจากหมู่ดาวมาสบตากับสหายข้างกาย 
"ข้ากังวลใจ... เลโกลัส ยิ่งนานไปพลังของอาร์เวนยิ่งอ่อนแอ ใจหนึ่งข้าอยากให้นางไปอยู่กับพวกพ้อง แต่อีกใจ... ข้ากลับเห็นแก่ตัว อยากให้นางอยู่เคียงข้างข้า" 
ดวงตาสีเทาสั่นไหว มันดูอ่อนล้า... อารากอร์นในตอนนี้ดูเหน็ดเหนื่อยทั้งกายและใจ 
"ท่านไม่ได้เห็นแก่ตัว... อาร์เวนคือผู้ตัดสินใจ และนางเลือกที่จะอยู่กับท่าน"พรายหนุ่มว่า เขายิ้ม พร้อมตบไหล่ของสหายเบาๆ 
"ที่ท่านควรทำในตอนนี้คือพักผ่อน" 
อารากอร์นขานรับในลำคอแผ่วเบา ก่อนที่เขาจะคว้าร่างเพรียวบางของสหายเขามากอด ทำให้ดวงตาสีฟ้าเบิกกว้าง 
"ข้ากำลังพักอยู่"เขาพึมพำ มือแกร่งลูบเรือนผมสีทองอ่อนนุ่มเบาๆ นัยน์ตาปรือปิดลง 
"ท่านคล้ายกับอาร์เวน... มันทำให้ข้ารู้สึกดีที่มีท่านอยู่ข้างๆ" 
ประโยคที่ทำให้เลโกลัสหัวเราะเบาอย่างขำขัน 
"ท่านทำตัวเหมือนเด็ก... ในยามนี้ ไม่ว่าเจ้าเห็นพรายตนใดก็คงนึกว่าคล้ายอาร์เวนไปเสียหมดกระมัง" 
"ถ้าเทียบกับเจ้า อายุเช่นข้าก็ยังนับว่าเป็นเด็ก"อารากอร์นยอกย้อน ยังคงไม่คลายอ้อมกอด 
อบอุ่น... สว่างสไว คงเป็นลักษณะเฉพาะของพราย... 
แล้วคืนนั้น พรายหนุ่มก็ได้แต่ปล่อยให้สหายกอดตนอยู่เช่นนั้นจนฟ้าสาง... 

******** 


ดวงตาสีเทาปรือเปิดขึ้นในความมืดมิดแห่งรัตติกาล 
ฝัน... 
องค์กษัตริย์หยัดกายขึ้นจากเตียง สายตาทอดมองร่างแบบบางของราชินีแห่งตนที่นอนอยู่ข้างกาย 
ทำไมกันนะ... 
ทั้งๆที่เมื่อก่อน ข้ากอดท่านไว้เพราะคิดถึงนาง แต่บัดนี้... ทั้งๆที่อาร์เวนอยู่เคียงข้างข้า แต่อ้อมกอดนั้นยังคงไม่เลือนหายไปจากความทรงจำ... 
ร่างสูงเดินออกจากห้อง... สู่ลานกว้างที่ต้นไม้ราชันย์ยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง ดวงตาทอดมองผืนฟ้า 
นานเพียงใดกันแล้วนะ ที่เขาไม่ได้พบสหายพรายผู้นั้น 
ตามวิสัยของพรายที่ไม่ค่อยยุ่งกับเรื่องภายนอก นับแต่วันอภิเสกของเขากับอาร์เวน เขาก็ไม่เคยเห็นเลโกลัสอีกเลย 
วันเวลาสิบสามเดือนที่พจญภัยด้วยกัน สำหรับพรายผู้ครองเวลานิรันด์ มันคงแสนสั้นดุจสายลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านไป 
บัดนี้... เจ้าคงลืมข้าแล้วกระมัง... 
เอเลสซาขยับยิ้ม... เป็นรอยยิ้มที่เย้ยหยันตนเองอยู่ในที 
คิดถึง... 
มันคงไม่แปลก หากความรู้สึกนั้น เป็นเพียงความคิดถึงทั่วไปต่อมิตรสหาย 
หากนี่ไม่ใช่... ความรู้สึกนั้นมากมายจนเขานึกละอาย 
คิดถึงจนถึงกับเฝ้าฝัน... 
คิดถึงอ้อมกอดแห่งคืนวันที่ผันผ่าน... 
คิดถึง... จนความคิดถึงอันผิดบาปกำลังทำร้าย ทิ่มแทงหัวใจให้เจ็บปวด ด้วยรู้ดีว่าเขากำลังทำผิด... ทำผิดต่ออาร์เวน ดาราสนธยาที่รักเขาหมดหัวใจ 

******* 


ทุกๆปี อารากอร์นและอาร์เวนจะเดินทางไปริเวนเดลเพื่อให้พรายสาวคลายความคิดถึงบ้านเกิดและผู้เป็นบิดา และดูเหมือนครานี้จังหวะช่างพอเหมาะ เมื่อเอเลสซ่าพบว่าเจ้าชายแห่งเมิร์กวู้ดมาพำนับอยู่ที่นี่เช่นกัน 
"ไม่ได้เจอเจ้าเสียนาน...เลโกลัส"อาร์เวนว่า พลางสวมกอดพรายหนุ่มผู้เป็นเหมือนน้องชายด้วยความดีใจ 
"ดีใจที่ได้พบท่าน อาร์เวน ท่านยังคงงดงามเช่นทุกครั้ง"เลโกลัสว่า ก่อนหันไปมองกษัตริย์หนุ่มชาวมนุษย์ เรียวปากบางขยับยิ้ม 
"ดีใจที่ได้พบท่านด้วย เอเลสซ่า"พูดพลางกอดร่างสูงของสหายเบาๆ 
สัมผัสอบอุ่นแผ่วจางที่ทำให้เขาอยากดึงร่างบางตรงหน้ามากอดแน่นๆ หากที่เขาทำได้ก็มีเพียงตบไหล่บางเบาๆเท่านั้น 
"ไม่ได้พบเจ้านาน สหายข้า เจ้าดูไม่เปลี่ยนไปเลย" 
ประโยคที่เรียกเสียงหัวเราะหวานให้กังวาลใส รอยยิ้มกว้างปรากฏบนใบหน้าขาวผุดผาด 
"อย่าลืมสิว่าข้าเป็นพราย เวลาเพียงไม่กี่ปีไม่ทำให้ข้าเปลี่ยนไปหรอก" 
อาร์เวนมองดูคนทั้งคู่ นางยิ้มออกมาบางๆก่อนเอ่ย 
"ดูท่าทาง พวกเจ้าคงมีเรื่องคุยกันอีกมากนัก เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน" 
เอเลสซ่ามองราชินีสาวแห่งตน ก่อนประทับจูบอ่อนหวานบนเรียวปากอิ่มแทนคำบอกลา เป็นภาพของคู่รักที่ทำให้คนที่เห็นแอบอมยิ้มไม่ได้ 
"หลายปีมานี้ ท่านไปทำอะไรมาบ้างหรือเลโกลัส" 
เอ่ยปากถาม ในขณะที่พวกเขาก้าวเดินไปตามทางอย่างช้าๆ ทอดสายตามองชมธรรมชาติรอบกาย 
"หลายอย่าง... ข้าท่องไปทั่ว จากดินแดนหนึ่ง สู่อีกดินแดนหนึ่ง ชมป่าไม้และบ้านเรือนที่แตกต่างกันไป" 
เลโกลัสเริ่มเล่า... ถึงที่ต่างๆที่ตนได้ไปมา โดยมีเอเลสซ่าคอยตั้งคำถามเป็นระยะๆ ดูแล้วไม่ต่างจากบทสนทนาของสหายที่ไม่ได้พบกันมานาน 
ใช่... เพียงแค่สหาย ในความรู้สึกแห่งยุวราชย์แห่งเมิร์กวู้ด 
ส่วนกษัตริย์ชาวมนุษย์เล่า ในใจกลับทั้งสับสนระคนดีใจ 
ดีใจที่ได้พบอีกฝ่ายอีก หากกระนั้นก็สับสนว่า เป็นแบบนี้มันดีแล้วหรือ... 
ทั้งสองพูดคุยกันจนกระทั่งตะวันคล้อยต่ำ จึงได้ไปยังโต๊ะเสวยซึ่งถูกจัดไว้ต้อนรับอาคันตุกะผู้สูงศักดิ์แห่งกอร์นดอร์ 
หากหลังจากทานไปได้เพียงเล็กน้อย เลโกลัสกลับขอตัวไปพักก่อน 
ยุวราชย์กล่าวลากับทุกคนอย่างนอบน้อม ก่อนหันมาหาสหายแห่งตน ขยับยิ้มพร้อมก้มหัวลงเล็กน้อย 
"ดีใจที่ได้พบท่านอีกครั้งจริงๆเอเลสซ่า ราตรีสวัส" 
ร่างเพรียวบางก้าวเดินไปยังห้องของตน จัดการชำระร่างกายและผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ แล้วจึงนั่งลงบนเตียงกว้าง 
สายลมที่พัดผ่านจากหน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ทำให้เรือนผมสีทองพัดปลิว 
บทเพลงพรายอันแผ่วเบาและเศร้าสร้อยถูกขับร้อง ดวงตาสีฟ้ามองดูดาราที่พราวแสงบนผืนนภา 
เกือบสิบปีแล้ว... นับจากวันที่อำนาจมืดของซาวรอนสิ้นสุด วันที่แหวนครองภิพบถูกทำลาย 
เขาเดินทางไปทั่วทุกหนแห่งในมิดเดิ้ลเอิร์ท เพียงเพื่อจะจดจำ... ก่อนลาจากไป 
วันเวลาล่วงผ่าน พร้อมการเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่ง ต้นไม้ใบหญ้า ลำธาร บ้านเมื่อง และสังขารของผู้คน... ทุกสิ่งโรยรายามกาลผ่าน สหายร่วมรบแต่ละคน เมื่อได้พบกันอีกครั้งก็ดูชราลงไป ดังนั้นแม้อยากพบเจอ... แต่ก็หวาดกลัวเกินกว่าจะพบหน้าพวกเขา หวาดกลัวในความจริงว่าสักวัน พวกเขาเหล่านั้นจะต้องตายจากไป... 
มีแต่เพียงพรายเท่านั้นที่เวลาไม่อาจทำให้โรยราได้ ดังนั้นจึงมีเพียงพรายที่จะต้องเผชิญกับความสูญเสียครั้งแล้วครั้งเล่า 
เสียงที่เคยขับร้องเพลงเงียบหายไป เจ้าชายแห่งเมิร์กวู้ดล้มตัวลงนอน ก่อนจะหลับไปด้วยหัวใจอันหนักอึ้ง 

******* 

ดึกสงัด... ณ หน้าต่างที่ถูกเปิดทิ้งไว้ ปรากฏเงาร่างสูงที่กระโดดเข้ามาอย่างเงียบเชียบ 
เอเลสซานั่งลง พินิจมองใบหน้าที่หลับสนิทของเจ้าของห้อง 
วงหน้าเรียวงดงามนั้นทอแสงเรืองๆอันเป็นลักษณะเฉพาะของพราย เรือนผมสีทองถูกปล่อยยาว นัยน์ตาหลับพริ้ม ซุกซ่อนดวงแก้วสีฟ้าไว้ภายใน 
ที่บอกว่าอีกฝ่ายไม่เปลี่ยนไปเลยนั้นก็ไม่ถูกสักทีเดียว เพราะอันที่จริง... ยุวราชแห่งเมิร์กวู้ดนั้นดูงดงามขึ้นมาก หากแต่เป็นดั่งแสงจันทราเบาบาง... สวยงามแต่ดูเลือนลางยิ่ง 
น่าสงสัยนัก... ว่าตั้งแต่เมื่อใดกันที่ภาพของเลโกลัสเข้ามาแทนที่อาร์เวนในใจเขา 
เพราะไม่เคยยอมรับ... เอาแต่คิดว่าเป็นเพราะเขารักอาร์เวน และเลโกลัสคล้ายนาง จึงทำให้ใจไหวหวั่น 
มารู้ตัวว่าไม่ใช่... ก็เมื่อสายไปแล้ว 
มือกร้านอย่างคนจับดาบอยู่เป็นนิจแตะลงบนใบหน้านวล โน้มหน้าลงมาใกล้เพื่อพินิจมองความงามนั้น มองให้ตราตรึงในใจ... ก่อนที่จะต้องจากลา 
พลัน ดวงตาสีฟ้าก็ปรือเปิดขึ้น เมื่อรับรู้ว่ามีใครเข้ามาใกล้ คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันเมื่อพบว่าอีกฝ่ายเป็นใคร 
"เอเลสซ่า ท่านเข้ามา..." 
สรรพเสียงพลันกลืนหายในลำคอ นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้าง ยามเมื่อเรียวปากของคนตรงหน้าประทับลงมา ทั้งมือแกร่งยังบีบคางของเขาแน่นจนเจ็บ เพียงเพื่อยัดเยียดลิ้นที่สอดเข้ามาอย่างจาบจ้วง 
จุมพิตนั้นร้อน มึนเมาด้วยรสสุรา... และหาความอ่อนโยนแทบไม่ได้ พรายหนุ่มผินหน้าหลบ หากคนตรงหน้ากลับไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น จูบหนักหน่วงยังคงถูกยัดเยียดลงมา จนกระทั่งลมหายใจของทั้งสองเริ่มขาดห้วง เอเลสซ่าจึงยอมผละออกอย่างอ้อยอิ่ง 
เลโกลัสหอบหายใจ ใบหน้าขาวขึ้นสีระเรื่อ ความตกใจถาโถมจนสมองมึนมัว 
"เอเลสซ่า...ท่านคงเมามาก"คำพูดถูกเรียบเรียงออกมาอย่างยากลำบาง ร่างเพรียวยันกายขึ้นจากเตียง ถอยออกห่างร่างของสหายที่เขาไม่อาจคาดเดาความคิด 
"กลับห้องท่านไปซะ เพราะว่าท่านเมา ข้าจะไม่ต่อว่าท่าน"ยุวราชเอ่ย ก่อนจะตัดสินใจเดินออกจากห้อง หากกลับถูกวงแขนแกร่งกระชากเข้ามากอดแน่น อีกทั้งเรียวปากยังระรานไปทั่วต้นคอขาว 
พรายหนุ่มดิ้น แต่แน่นอนว่าด้วยแรงของเขานั้นสู้อีกฝ่ายไม่ได้ 
"ปล่อย... สุราทำตาท่านฟ่าฟางไปแล้วหรือไร ข้าไม่ใช่อาร์เวนนะ!" 
นามอาร์เวนทำให้องค์กษัตริย์ชะงักไปชั่วครู่ 
สิ่งที่เขาทำมันผิดต่อนางมาก... เขารู้ดี หากในใจกลับร่ำร้องหากายในอ้อมแขนนี้เหลือเกิน 
ข้าได้พบเจ้าเสียที... และข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปอีก! 
เขาเหวี่ยงร่างเพรียวในล้มลงบนเตียง ก่อนคร่อมกายนั้นเอาไว้ มือแกร่งลูบใบหน้างามที่ซีดเผือดด้วยความตื่นตระหนกและหวาดกลัว 
"ข้ารู้... ว่าเป็นเจ้า เลโกลัส"สิ้นเสียง เรียวปากนุ่มก็ถูกบดขยี้อีกครั้ง แม้อีกฝ่ายจะขัดขืนเต็มกำลัง แต่ก็ไม่อาจหยุดยั้งความปรารถนาอันรุนแรงของเขาได้ 
"ไม่... เอเลสซ่า หยุดเถอะ"ยุวราชเอ่ยเสียงระโหย นัยน์ตาสวยรื้นหยาดน้ำตา ความหวาดกลัวสะท้อนชัดอยู่ภายใน 
ดวงตาสีเทามองสบ นิ้วเกลี่ยไล่หยาดน้ำตา เป็นความอ่อนโยนเพียงชั่วครู่ ก่อนที่มันจะหายไปแทบในทันที 
"ไม่มีเอเลสซ่า เลโกลัส... ที่อยู่เบื้องหน้าเจ้าเป็นเพียงคนจรนามอารากอร์นเท่านั้น"สิ้นเสียง อาภรณ์แพรบางเบาถูกฉีกกระชาก เผยให้เห็นผิวขาวผุดผาดที่สะท้อนประกายอ่อนจางกลางแสงจันทร์ ภาพร่างอันงดงามที่เขาเคยได้แต่จินตนาการ บัดนี้ปรากฏตรงหน้า ยวนเย้าให้ครอบครอง 
เรียวปากของอารากอร์นประทับตีตราไปทั่วผิวเนื้ออันเนียนนุ่ม กลิ่นหอมอ่อนๆจากกายอีกฝ่ายยิ่งทำให้เขาเคลิบเคลิ้มจนไม่ได้ยินแม้กระทั่งเสียงร้องไห้ของพรายหนุ่ม 
ใช่... ในห้องนี้ไม่มีกษัตริย์เอเลสซ่า จะมีก็แต่เพียงพรานป่าหยาบโลนที่กระทำการขืนใจยุวราชอย่างชั่วช้าเท่านั้น... 


******* 


แสงสว่างสาดเข้าแยงตา ทำให้นัยน์ตาสีเทาปรือขึ้นช้าๆ 
เหตุการณ์เมื่อคืนยังคงแจ่มชัดในความคิด และเขาคงนึกว่าตนเองฝันไปเสียแล้ว หากไม่ติดว่าแขนของเขากำลังโอบกอดร่างบางของเลโกลัสเอาไว้ 
ทั้งๆที่เมื่อคืน เขาแค่ตั้งใจจะมานั่งมองอีกฝ่ายเงียบๆ เพื่อจะจดจำเอาไว้ตลอดกาล จากนั้นเขาก็จะตัดใจ... เพื่อจะไม่ต้องทำให้อาร์เวนต้องเจ็บปวด 
หากเหตุการณ์กลับเลยเถิดมาถึงเพียงนี้ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความงดงามและกลิ่นหอมอันยวนเย้า หรือเพราะความปรารถนาที่เพียรซุกซ่อนมาเนิ่นนาน ทำให้เขาขืนใจอีกฝ่าย ตักตวงความหอมหวานอันบริสุทธิ์ เสร็จสมครั้งแล้วครั้งเล่าในร่างกายงดงามที่พยายามต่อต้าน... หากเขากลับบังคับด้วยกำลัง 
สูดกลิ่นหอมหวานจากเรือนผมสีทองอ่อนนุ่ม มือแกร่งกระชับอ้อมกอด ประทับเรียวปากลงบนไหล่มลอย่างแผ่วเบา 
เปลือกตาบางขยับเล็กน้อย ก่อนที่ดวงตาสีฟ้าจะปรือเปิดขึ้น ความรู้สึกแรกที่แล่นเข้ามาในประสาทคือความอ่อนล้า และความอบอุ่นที่โอบล้อมร่างของเขา 
เลโกลัสอยากให้มันเป็นเพียงฝันร้าย... หากอ้อมกอดนี้กลับยืนยันถึงความเป็นจริงอันแสนเจ็บปวด 
อารากอร์นจำต้องยอมคลายอ้อมกอดเมื่ออีกฝ่ายหยัดกายลุกขึ้น ปลายเท้าแตะลงบนพื้น ก่อนจะเซถลา ทำให้มือแกร่งต้องเข้ามาประครอง 
"อย่ามาแตะต้องตัวข้า!"พรายหนุ่มตวาดด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้ง ร่างบางที่สั่นระริกผละออกห่าง ก่อนจะก้าวเดินอย่างยากลำบากไปยังห้องน้ำ 
ปัง... 
เสียงประตูถูกปิดลง อารากอร์นยกมือขึ้นเสยเส้นผมของตนขึ้น 
สมควรแล้วที่จะโกรธ... 
ดวงตามองดูร่องรอยบนผ้าปูเตียงที่ยับย่น นอกจากคราบคาวแล้ว ยังมีรอยเลือดทีหยาดหยดจากการกระทำอันหยาบช้าป่าเถื่อนของเขา 
สมควรโดนเกลียดยิ่งนัก... 
"ข้าขอโทษ... เลโกลัส ข้าขอโทษ..." 


******** 


สายน้ำอุ่นชำระล้างคราบสกปรกออกจากร่างเพรียวบาง มือเรียวถูร่องรอยแดงที่เด่นชัดอยู่ทั่วผิวขาว ไม่ว่าจะตามลำคอ ไหล่ หรือต้นขา รู้ว่ามันไม่อาจจางหายไป กระนั้นก็ยังถูจนเจ็บแสบ 
หยาดน้ำตารินไหลจากนัยน์ตาคู่สวย ยิ่งเมื่อเห็นคราบคาวที่อีกฝ่ายทิ้งไว้ใหลออกจากช่องทางที่เจ็บจนชา ปะปนกับหยาดเลือด ลงมาตามเรียวขาเพรียว ยิ่งเรียกเสียงสะอื้นไห้แห่งความอับอายและเจ็บปวด 
พรายหนุ่มนั่งกอดเข่าในสายน้ำ ภาพเมื่อคืน แม้อยากจะลืม หากมันกลับแจ่มชัดและหลอกหลอน ยังจำได้ถึงสัมผัสของผู้ที่เรียกว่าสหาย จำได้ว่าตนเองเปล่งเสียงอันน่าละอายขนาดไหนออกมา 
ทำแบบนี้ทำไม อารากอร์น... 
ท่านทำร้ายข้า หากนั่นยังไม่เท่ากับที่ท่านทำร้ายอาร์เวน... 
ดวงตาสีฟ้ายังคงพร่างพราวด้วยหยาดน้ำตา 
ถึงเวลาที่เขาต้องจากไปเสียที... 
******** 
โต๊ะเสวยของเช้านี้ไม่ปรากฏร่างของยุวราชแห่งเมิร์กวู้ด... 
แน่นอน สภาพของเลโกลัส ถ้าผู้ใดพบเห็นต้องสงสัยเป็นแน่ ยังไม่นับเรื่องของสภาพจิตใจอีก... 
"เอเลสซ่า"เสียงหนึ่งดังขึ้น เรียกให้ดวงตาที่กำลังเหม่อลอยมองต้นไม้สูงขององค์กษัตริย์ให้หันไปมอง 
"กลอฟินเดล" 
พรายหนุ่มเจ้าของนามขยับยิ้มนุ่มนวล 
"ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่าน... เกี่ยวกับเลโกลัส" 
นามในประโยคนั้นทำให้แววตาของเอเลสซ่าเปลี่ยนไป กลอฟินเดลที่เห็นดังนั้นจึงถอนหายใจเบาบาง 
ต้นเหตุคือท่านจริงๆด้วยสินะ... 
"ข้าเห็นเขาร้องไห้... เอเลสซ่า และนอกจากนั้น... ข้ายังเห็นรอยจูบบนคอของเขา"พรายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ดวงตาลอบสังเกตองค์กษัตริย์ข้างกายไปด้วย 
"ทำไมถึงพูดเรื่องนี้กับข้า"เอเลสซ่าถาม หัวใจรู้สึกเจ็บปวด 
ใช่... เลโกลัสร้องไห้ เมื่อคืนก็เช่นกัน หากเขารู้จักหักห้ามใจ เรื่องเมื่อคืนก็จะไม่มีทางเกิดขึ้น เพียงแค่หักห้ามใจ... เหมือนที่เคยทำมาตลอด 
"ไม่ว่าท่านจะทำอะไรเขา เอลเลสซ่า มันทำให้เลโกลัสไปจากที่นี่" 
คำพูดที่ทำให้ดวงตาสีเทาสะท้อนประกายตื่นตระหนก ภาวนาขอให้ไม่เป็นไปตามที่ตนคาดคิด 
"เขาจะไปไหน" 
"ไปแสนไกล... ไกลจนท่านตามไปไม่ถึง เขาจะไปจากมิดเดิ้ลเอิร์ท" 
คำพูดที่ทำให้จอมกษัตริย์รู้สึกหัวใจกระตุกวูบ ความเจ็บปวดแผ่ซ่านในใจจนไม่อาจบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้ 
"ท่าน... นำเรื่องนี้มาบอกข้าทำไมหรือ กลอฟินเดล ท่านควรจะโกรธข้าเสียด้วยซ้ำ ที่ข้าทำร้ายเขา" 
หากกลอฟินเดลกลับยิ้ม เขาวางมือบนไหล่ของอีกฝ่ายเบาๆ 
"แม้สิ่งที่ท่านทำไปมันจะทำให้เลโกลัสเสียใจ แต่ข้ารู้ว่าท่านรักเขา แค่มองท่านข้าก็รู้ เพราะแววตาที่ท่านมองเลโกลัสคล้ายกับที่ข้ามองเขายิ่งนัก" 
"กลอฟินเดล นี่ท่าน..." 
"รีบไปเถิด เอลเลสซ่า เลโกลัสเพิ่งไปได้ไม่นาน ท่านน่าจะยังตามทัน จากกันแบบนี้คงไม่ดีนัก อย่างน้อยก็ในฐานะสหาย จริงมั้ย" 
เอลเลสซามองคนตรงหน้า บีบไหล่อีกฝ่ายเบาๆพร้อมเอ่ย 
"ขอบคุณท่านมาก" 
กลอฟินเดลมองดูร่างสูงที่รีบวิ่งจากไป ก่อนจะถอนหายใจยาว 
"เจ้าเป็นที่รักของคนมากมาย ใบไม้เขียวแสนงาม" 
ข้ารักเจ้า เอเลสซ่ารักเจ้า ต่างกันเพียงว่าข้าเป็นพราย... สามารถตามเจ้าไปยังดินแดนนิรันด์ สามารถอยู่ข้างๆเจ้าตลอดไปได้ 
แต่เอเลสซ่าเป็นมนุษย์... ยามใดที่เจ้าก้าวลงนาวาจากมิดเดิลเอิร์ทไป นั่นคือการจากลาตลอดกาล... 

******** 


อาชาฝีเท้าเลิศควบทะยาน ผ่านป่าไม้อันร่มรื่นที่ในเวลานี้เขาไม่สนใจจะชื่นชมมัน และแม้ฝีเท้ามาจะรวดเร็วขนาดไหน ก็มิอาจเทียบความรุ่มร้อนในใจของเอลเลสซ่าสักเพียงนิด 
อย่าเพิ่งไป... อย่าจากข้าไปนะเลโกลัส 
เอลเลสซ่าไม่สนใจว่ากิ่งไม้และสายลมจะปัดผ่านผิวหน้าเขาให้เป็นแผล สิ่งเดียวที่เขาหวังคือการไปให้ทันก่อนที่บุคคลอันเป็นที่รักจะจากไปเท่านั้น 
ท่าเรือสีเทาปรากฏต่อครรลองสายตา พร้อมกับร่างเพรียวบางในชุดประกายเงินอันคุ้นตา 
เลโกลัสยังมิได้ก้าวขึ้นเรือไป... 
ความดีใจก่อตัวขึ้นในหัวใจอันเจ็บปวด ร่างสูงลงจากหลังม้า ก่อนจะรีบวิ่ง มือแกร่งรวบร่างบางมากอดไว้อย่างหวงแหน 
"ดีใจที่เจ้ายังอยู่ตรงนี้"เสียงนุ่มกระซิบบอกแก่ผู้ที่ยังตกอยู่ในอาการสับสนระคนตกใจ 
"ปล่อยข้าเถอะ เอเลสซ่า"เลโกลัสว่า พร้อมขืนกายของตนออกห่าง 
"ไม่... หากข้าปล่อย เจ้าจะจากข้าไป และข้าจะสูญเสียเจ้าไปตลอดกาล ข้าขอโทษ... แต่ข้ารักเจ้า เลโกลัส" 
ความรู้สึกที่เก็บงำมาตลอด... ความสับสนที่พยายามสลัดให้หลุดไป ตอนนี้เขารู้แล้วว่า ตนเองนั้นรักพรายในอ้อมแขน รักยิ่งกว่าใครๆ... 
หากเลโกลัสกลับร้องไห้ หยาดน้ำตาไหลรินจากนัยน์ตาสีฟ้า เขารวบรวมกำลังจนหลุดออกจากอ้อมกอดของอีกฝ่าย ก่อนเอ่ย 
"อาร์เวนทำผิดอันใดหรือ ฝ่าบาทจึงทรงใจร้ายกับนางนัก"เสียงของเขาสั่นเครือ บางทีอาจเป็นทั้งร่างที่สั่น แต่กระนั้นเขาก็ยังพูดต่อไป 
"นางรักท่าน นางสละชีพอมตะแห่งพรายเพื่อท่าน แค่นั้นยังมิพออีกหรือ สิ่งที่ทรงทำนั้นทำร้ายข้า แต่เหนืออื่นใด มันทำร้ายอาร์เวน ใยจึงทรงทำร้ายนางถึงเพียงนี้ คำรักที่ท่านตรัสแก่นางเป็นสิ่งลวงหรือไร"ยุวราชแห่งเมิร์กวู้ดถามอย่างขมขื่น 
"เลโกลัส... มันไม่เหมือนกัน ข้ารักอาร์เวน หากตอนนั้นข้ายังเด็กนัก แต่พอได้พบเจ้า... ได้เดินทาง ได้ใกล้ชิดเจ้า มันทำให้ข้ารักเจ้าเลโกลัส มากกว่าอาร์เวน มากกว่าตัวข้าเอง"เอเลสซ่าว่า เขากุมมือเรียวสวยเอาไว้ 
"เช่นนั้นก็กลับไปซะ เอลเอลสซ่า แม้ท่านรักข้าจริง แต่อาร์เวนคือราชินีของท่าน คือคนที่จะรักและอยู่เคียงข้างท่านตลอดไป ไม่ใช่ข้า" 
ดวงตาสีเทาขององค์กษัตริย์สะท้อนแวววิงวอน สบกับนัยน์ตาสีฟ้ารื้นน้ำตาของเจ้าชายแห่งเมิร์กวู้ด 
"ไม่... เลโกลัส ได้โปรด อย่าจากข้าไป ข้ารักเจ้า" 
อย่าจากข้าไปในที่ที่ข้าไม่อาจตามไปพบเจ้าได้... 
พรายหนุ่มดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่ายอย่างนุ่มนวล เช็ดน้ำตาออก ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงอันมั่นคง 
"ท่าน ไม่ได้ รักข้า... เอลเลสซ่า คนที่ท่านรักเป็นเพียงเงามายาเบาบางที่อารากอร์นโอบกอดไว้ในคืนที่คิดถึงดาราสนธยาเท่านั้น"สิ้นเสียง ร่างบางก็ก้าวออกห่าง สู่เขตแห่งพรายที่อีกฝ่ายมิอาจล่วงล้ำ 
"ข้าอภัยให้ท่าน... ลาก่อน สหายข้า ครานี้นิจนิรันด์" 
องค์กษัตริย์มองดูร่างเพรียวที่อยู่ห่างออกไปเพียงเล็กน้อย แต่เขาไม่อาจเอื้อมไปคว้าได้ มองดูอีกฝ่ายก้าวขึ้นสู่นาวาที่ล่องลอยออกไปแสนไกล... 
เขารู้สึกได้ถึงหยาดน้ำตา... 
เอสเทลอาจรักอาร์เวน แต่เจ้ารู้ไหม... ว่าอารากอร์นและเอลเลสซ่านั้นรักเจ้า 
และเลโกลัสที่รักก็จากข้าไปนิรันด์กาล... 

FIN.

 

ปกติทุกเรื่องเลโกะจะชีช้ำเพราะอารากอร์นมันเจ้าชู้ ไปแต่งกับอาร์เวนยังมีเลโกะเป็นเมียเก็บ(?) เลยมาแนวๆเลโกะไม่รักอารากอร์นบ้าง(แต่ก็ชีช้ำอยู่ดีนะลูกเอ๋ย คนแต่งชอบเห็นเคะโดนทำร้าย 55)

 

 

Comment

Comment:

Tweet

เพิ่งมาติ่งคู่นี้หลังดูLOTRซ้ำๆ พอมาดูเลโลลัสในฮ็อบบิทความเคะช่างส่องประกาย นำพาเรามาอ่านฟิคนี้
จบไม่สมหวังอะ เสียใจ

#1 By yuyu on 2014-04-01 11:08